| Jessica's profilePlanlkton_Jess's Persona...PhotosBlogLists | Help |
|
Living Willวันนี้อ่าน Bangkok Post เจอบทความนี้แต่เช้า ...Living Will...
เปิดบทความมาด้วยเรื่องราวที่ว่า
Ten-year-old Pongpol Boonyabhum had been living with leukemia since he was 6. When his condition progressed to the final stages, with support from his mother, he decided to embrace death.
Taking a palliative care approach, the boy took medicine and received treatment to relieve his pain and was put on oxygen to help with breathing difficulties so he could maintain a quality of life like that of a regular boy.
He chose to stay at home with his mother, play computer games, see his friends and enjoy his favourite foods. He refused to spend his last hours in an intensive care unit or resort to medical equipment to resuscitate life.
"It was already a miracle that he had managed to live for four years since being diagnosed with cancer," said Rangsima. "So we refused to negotiate with death anymore."
A day before his death, the boy asked to go to Samila beach near their home in Songkhla province, a place which he had enjoyed going to in the past. On their trip home, he rested his head over his mother's shoulder. "I am so happy, mum," he said.
"I am too, son," she replied, smiling back at her only child.
That night, he began throwing up blood, and Rangsima rushed him to hospital. Test results suggested his insides were bleeding and the end was near.
"Am I dying, mum?" Pongpol asked, his mum on the verge of bursting into tears. The palliative care nurse patted her on her shoulders and said to the boy: "Yes dear, you are dying. But there is nothing to be afraid of. Buddhadasa Bhikkhu and your friends are waiting to welcome you. Go on, you are a brave kid."
In his mother's embrace, his breathing became calm and his body showed no signs of pain. Finally, he looked in her eyes and said: "Mum, good bye."
"Had my son been in ICU or decided to fight death, we would not have had this special farewell moment. It is very soothing for me to have seen my son go in peace and in my care," Rangsima said, smiling.....
สรุปรวมๆค่ะว่าคนเราสามารถเลือกที่จะตายได้ สั่งได้ว่าจะตายแบบไหน และจะขอตายอย่างไร เช่น คุณยายคนนึงที่สมองตายแล้วสั่งลูกสาวไว้ว่า คุณยายจะตายที่วัดที่ไปทำบุญเป็นประจำ แต่ปรากฏว่าลูกๆคนอื่นๆไม่ยอม พยายามยื้อชีวิตอยู่ใน ICU จนเจ้าอาวาสทราบเรื่องเข้า ก็เลยขอให้พาคุณยายไปที่วัด พอไปถึงที่วัดปั๊บก็สวดมนต์เรื่อยๆ แล้วเจ้าอาวาสก็ขอให้ถอดเครื่องช่วยหายใจออก ปรากฏว่าคุณยายยิ้มแล้วก็พนมมือก่อนที่จะตายค่ะ
ว่ากันว่าความตายเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต ...เกิด แก่ เจ็บ ตาย... แต่หลากหลายคนกลับรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องน่ากลัว หลายคนที่เรารู้จักพยายามยื้อชีวิตคนที่รักอย่างสุดความสามารถ จ่ายเงินเท่าไหร่ไม่ว่า แต่ขอให้เขาหายใจ ...ทั้งที่ลมหายใจไม่ได้บอกถึงความมีชีวิตเสียหน่อย... แม้แต่การพูดคุยก็เถอะ พูดเรื่องตายทีก็หาว่าอัปมงคล
ว่าไปแล้ว การนอนหลับ ก็คือการตายชั่วขณะ เพราะเราไม่อาจจะรู้ได้เลยว่า หากเราหลับตาลงครั้งนี้แล้ว เราจะมีโอกาสลืมตาขึ้นมาอีกหรือไม่ และระหว่างที่หลับตาลงอยู่นั้นเราก็ไม่รับรู้ ไม่รู้สึก ไม่สามารถทำอะไรได้เลย
ในเมื่อทุกคนต้องเผชิญหน้ากับมัน ไม่ช้าก็เร็ว แล้วทำไมเราไม่เตรียมตัวซะตั้งแต่วันนี้ล่ะ เราเคยอ่านบทความนึงเรื่องความตายมานานแล้ว จำชื่อก็ไม่ได้ เป็นการนึกถึงความตายก่อนนอนทุกวัน โดยง่ายๆ เช่น การพิจารณาถึงดอกไม้ ดอกไม้ตูม ดอกไม้ผลิ ดอกไม้บาน แล้วดอกไม้ก็โรย คือนัยหนึ่งให้ใจเรารู้สึกชินถึงความพรากจากและการสูญเสีย เวลาที่ความตายใกล้มาถึงเรา เราจะได้สงบสุข
...ว่าตามหลักพระพุทธศาสนาว่า ถ้าคนตาย จิตไม่สงบ ชาติภพต่อไปจะเกิดในที่ไม่ดี แต่ถ้าใจสงบ เราจะเกิดในที่ดีๆ...
ในเมื่อเรา (และหลายๆคน) เตรียมตัว เตรียมพร้อมที่จะพบเจอกับทุกปัญหาทุกเรื่องราว แต่กลับทิ้งเรื่องสำคัญเรื่องนี้ไว้อยู่เพียงเรื่องเดียว ทั้งๆที่หลังจากผ่านความตายไปแล้ว เราจะเป็นผู้ไม่มีตัวตนบนโลกใบนี้อีก
Imagine you are going to pass away soon: What do you feel? Do you have any concerns or worries?
And if our death could be designed: What would be the last sights you want to see? What would be the last sound you want to hear? What touch and sensations do you want to feel? What kind of conditions and states you want to have? Do you want to be with anyone, and, if so, who? Where do you want to die? How would you live in order to achieve a good death?
คือความจริงก็ไม่ได้อะไรมากมาย เพียงแต่พออ่านคำถาม จบปั๊บให้เราได้ฉุกคิดเล็กๆน้อยๆ ...ให้เราใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง ไม่ประมาท...
If we are genuinely aware of this [death], we will become alert and aware of life. Go Seigenวันนี้เรียนโกะ โดนโบ้ยจากเพื่อนๆว่าเป็นคนที่เก่งภาษาอังกฤษที่สุด อ.ก็เลยใช้ให้ช่วยแปลบทความโปรของโกะให้ (เราก็เลยเสนอข้อแลกเปลี่ยน ๑ บทความ/๑ คิว ๕๕๕๕๕๕๕๕) ก็ไปก็อปบทความมาจากวิกิพีเดีย แล้วเริ่มแปลอย่างเมามันส์ เราว่าบทความนี้เราแปลได้ค่อนข้างดีนะ หมายถึงว่าลักษณะประโยค การเชื่อม ฯลฯ ทำได้ดีกว่าที่แล้วๆมา
ศัพท์ภาษาจีน ต้องขอบคุณเหล่าซือที่เคยสอน ศัพท์ภาษาญี่ปุ่นต้องขอบคุณพี่แน็คที่ช่วยไปบ่นไป (สมแล้วที่เป็นอาแปะ -_-!!!) ส่วนศัพท์โกะ ทั้งเทคนิค สำนวน และกระบวนการ ยังไม่ค่อยมีความรู้ ผู้ใดที่มีความรู้ช่วยมาดู/แก้ไขให้หน่อยละกัน
ไหนๆก็แปลเสร็จละ เลยเอามาให้อ่านกันเล่นๆ
อู๋ชิงหยวน (吳清源) หรือที่รู้จักกันในโลกตะวันตกในชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า โกะ ไซเกน ได้รัการรขนานนามว่าเป็นผู้เล่นโกะที่ยอดเยี่ยมที่สุดในศตวรรษที่ 20 และยังจัดเป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมตลอดกาลอีกด้วย
โกะ ไซเกน เกิดเมื่อวันที่ 19 เมษายน 1914 (พ.ศ.2457) ในเมืองฟุโจว มณฑลฝูเจี้ยน ทางตอนใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน เริ่มเรียนโกะเมื่ออายุได้ 9 ปี ซึ่งนับว่าช้ามากเมื่อเทียบกับมืออาชีพ (professional) คนอื่นๆ (ฮงอินโบะ โดซากุ เริ่มเรียนโกะเมื่อายุได้ 7 ปี และโฮงอินโบะ ชาซากุเริ่มเรียนก่อนอายุ 6 ปี) โดยโกะ ไซเกน ได้เริ่มเรียนโกะกับพ่อของเขา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นเพื่อศึกษาโกะกับ ฮงนิงโบะ ชูโฮ
ความสามารถของโกะ ไซเกนนั้น จัดอยู่ในขั้นอัจฉริยะเลยทีเดียว สามารถเล่นโกะชนะปรามาจารย์ระดับ 6 ดั้ง ชื่อ อิวาโมโตะ คาโอรุ ในปี 1926 (พ.ศ.2469) ในขณะที่เขาอายุได้ 12 ปี เพียง 3 ปี หลังจากการเริ่มเล่นเท่านั้น
ในปีถัดมา โกะ ไซเกน มีโอกาสเล่นโกะกับมืออาชีพชาวญี่ปุ่น อิโนะนูเอะ โคเฮ (5 ดั้ง) ซึ่งเขาก็ชนะทั้ง 2 กระดาน ต่อมา เมื่อเขาอายุ 14 ปี เขาก็เอาชนะ ฮาชิโมโตะ อูทาโร่ (มืออาชีพระดับ 4 ดั้ง) ถึง 2 ครั้ง 2 คราด้วยกัน
ความเก่งกาจของโกะ ไซเกน เริ่มขจรขจายในประเทศญี่ปุ่น เขาจึงได้เดินทางไปญี่ปุ่น ก่อนจะตั้งรกรากถาวรและเริ่มอาชีพนักเล่นโกะมืออาชีพในปี 1928 (2471) โดยคำเชิญชวนของ บารอน คิฮาชิโระ โอคุระ และ อินูไก ทซึโยชิ (ภายหลังได้เป็นนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น) ที่นั่น โกะ ไซเกนได้เป็นลูกศิษย์ของ เซโกเอะ เคนซากุ อาจารย์ของ ฮาชิโมโตะ อูทาโร่ และ โช ฮุนยุน ความสามารถของโกะ ไซเกนในระดับมืออาชีพ ได้พาให้เขาขึ้นเป็นปรามาจารย์โกะลำดับต้นๆของโลก เมื่อเพียงเขาอายุได้ 18 ปี เท่านั้น
ในปี 1933 (2476) โกะ ไซเกน กับคิตานิ มิโนรุ ได้ร่วมกันพัฒนาวิธีการเล่นชินฟูเซกิ ที่แตกต่างจากการเล่นโกะวิธีแบบเดิมๆ และเป็นที่นิยมในเวลาต่อมา ทำให้ทั้ง 2 ได้รับการขนานนามว่าเป็นบิดาแห่งโกะสมัยใหม่
ตั้งแต่ปี 1939 (2482) โกะ ไซเกน ได้เริ่มแข่งขันกับมืออาชีพทั่วโลกในการแข่งขันที่ชื่อว่า “จูบังโกะ” ซึ่งในการแข่งขันนี้เองที่เขาได้แสดงฝีมือและทักษะการเล่นโกะแบบใหม่ให้กับเพื่อนร่วมอาชีพ ทั้งนี้มีเพียง ริน คัยโฮะ ผู้เล่นทรงเกียรติของการแข่งขันเท็นเง็นเท่านั้นที่นับเป็นผู้สืบทอดอย่างเป็นทางการ
ในช่วงต้นคริสตศตวรรษ 1960 โกะ เซนไก เริ่มมีปัญหาด้านสุขภาพ ทำให้ได้หยุดเล่นโกะในวงการอาชีพเมื่อปี 1964 (2507) อย่างไรก็ตามเขาก็ยังคงทำการสอนและเขียนหนังสือเกี่ยวกับโกะ และยังเดินทางไปประชามสัมพันธ์โกะทั่วโลกอีกด้วย
สถิติระดับมืออาชีพ โกะ ไซเกน ทุ่มเทให้กับการเล่นโกะอาชีพมากกว่า 15 ปี และยังได้ทำลายสถิติของผู้เล่นคนอื่นๆก่อนหน้านี้ไว้อย่างถล่มทลายเลยทีเดียว เช่น ในการแข่งขันโกะครั้งหนึ่งที่ผู้เล่นทั้ง 2 คน ต้องทำการแข่งกัน 10 กระดาน เขาสามารถเอาชนะ คิตานิ มิโนรุ, คาริกาเนะ จุนอิจิ, ฮาชิโมโตะ อูทาโร่, อิวาโมโตะ คาโอรุ, ฟูจิซาวะ โฮซัย, ซากาตะ เอโอะ, และ ทากางาวะ คาคุ
อย่างไรก็ตาม โกะ ไซเกน ได้พ่ายแพ้แก่ ฟูจิซาวะ โฮซัย 1 กระดาน เพียง 2 แต้ม เท่านั้น ประมาณ 10 ปี ต่อมา โกะ ไซเกนก็ได้พบกับฟูจิซาวะ โฮซัย อีกครั้งหนึ่ง และครั้งนี้เองที่เขาสามารถเอาชนะได้ 2 กระดาน ด้วยคะแนน 7-2 และ 5-1
ตลอดระยะเวลาการเป็นนักเล่นโกะมืออาชีพ โกะ ไซเกน ชนะการแข่งขันโอไตอิ 6 ครั้ง และได้ชนะการแข่งขันพิเศษ นิฮง คิอิง ในปี 1933 (2476)
แบบแผนการเล่น ตอนเริ่มเล่นโกะใหม่ๆ โกะ ไซเกน นั้นจัดอยู่ในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญการเล่นเปิดกระดานแบบชูซะคุ ต่อมาจึงค่อยเปลี่ยนเป็นการเล่นเดินเกมเร็ว เขาจะล้อมหมากฝ่ายตรงข้ามทันที แล้วได้กินหมากกลุ่มใหญ่ก่อน และยังใช้เวลาในการเล่นน้อยกว่าฝ่ายตรงข้ามถึง 1/4 – 1/3 เท่าเลยทีเดียว การเดินหมากของเขานั้นไวมากและยังไม่สามารถคาดเดาได้อีกด้วย นอกจากนี้โกะ ไซเกนนั้นยังขึ้นชื่ออีกว่าหากเขาเริ่มต้นเดินในกระดานใดก่อน เขาจะไม่มีวันแพ้ในกระดานนั้น
ทฤษฏี นอกจากจะเป็นผู้เล่นระดับพระกาฬที่หาคนเทียบได้ยากแล้ว โกะ ไซเกน ยังเป็นผู้ที่พัฒนาทฤษฎีโกะ โดยเฉพาะในสาขาฟูเซกิ
โกะ ไซเกน และ คิตานิ มิโนรุ ยังเป็นผู้บุกเบิกการเปิดเกมแบบชินฟูเซกิ ซึ่งแตกต่างจากการเปิดเกมแบบเก่า นอกจากนี้โกะ ไซเกน ยังได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้กับ ฮงนิงโบะ ชูเอ ซึ่งเขาเคารพอย่างมาก การพัฒนาชินฟูเซกินี้เองที่ทำให้ โกะ ไซเกน และคิตานิ มิโนรุ ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้วางรากฐานแห่งโกะยุคใหม่ นอกจากนี้เขายังเป็นที่รู้จักกันดีในการคิดค้นและพัฒนาการเปิดเกมส์แบบ อุจิมาการิ นาดาเระ โจเซกิ ซึ่งถูกนำมาใช้ครั้งแรกในการแข่งขันกับทากาวะ คาคุ ในปี 1957 (พ.ศ.2500)
การแข่งขันกับพวกฮงอิงโบะ ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 1950 นอกจากจะแข่งขันในรายการจูบังโกะแล้ว โกะ ไซเกนยังได้แข่งพิเศษกับฮงอิงโบะและผู้เล่นที่มีชื่อเสียงคนอื่นๆถึง 3 ครั้งด้วยกัน ในการแข่งขันครั้งนี้ ผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามนั้นมีมากมาย เช่น ฮาชิโมโตะ อูทาโร่, ซากาตะ เอโอะ, ทาคากาวะ ชาคาคุ และ อดีต ฮงนิงโบะ อิวาโมโต คาโอรุ
นอกจากนี้โกะ ไซเกน ยังเคยได้ประฝีมือกับคูโบจิ ชูจิ ผู้เล่นฝีมือดีจากคันไซ คิอิง ที่มีรูปแบบเป็นของตัวเอง ในบรรดาเกมดหล่านี้ โกะ ไซเกน ได้แสดงฝีมือที่เหนือกว่าให้ฝ่ายตรงข้ามเห็น ในช่วงปี 1951 – 1960 (พ.ศ. 2494 –2503) โกะ ไซเกน สามารถเอาชนะคากาวะผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งฮงนิงโบะถึง 9 ปีซ้อนได้ถึง 22 กระดาน จาก 35 กระดาน
อย่างไรก็ตามในปี 1960 (พ.ศ. 2503) ซากาตะได้กลายมาเป็นคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งของโกะ ไซเกนแทน แต่อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ได้ประฝีมือกันในช่วงปี 1950 – 1960 (พ.ศ. 2493 – 2503) ผลการประลองก็ออกมาเช่นเดิม โกะ ไซเกน ชนะ 14 ครั้งจาก ทั้งหมด 25 กระดาน
จุดสิ้นสุดอาชีพและการออกจากวงการ
ในฤดูร้อนปี 1961 (พ.ศ.2504) โกะ ไซเกนถูกมอเตอร์ไซค์ชน และต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลนานถึง 2 เดือน ก่อนจะกลับมาพักผ่อนอยู่ที่บ้านตลอดปีถัดไป ความเสียหายที่ระบบประสาทได้รับจากอุบัติเหตุทำให้โกะ ไซเกน มีพละกำลังลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งส่งผลต่อสมาธิของเขาด้วย อุบัติเหตุครั้งนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดอาชีพนักโกะของโกะ ไซเกน เนื่องจากเมื่อเขาต้องเล่นโกะต่อกันนานๆจะเกิดอาการอาการคลื่นไส้อาเจียนและวิงเวียน โกะ ไซเกน จึงค่อยๆเพลาการเล่นลง จนกระทั่งเลิกไปในที่สุด เมื่อปี 1964 (พ.ศ.2507) แต่อย่างไรก็ตามเขายังคงเกี่ยวข้องวนเวียนกับโกะอยู่เรื่อยๆ จนกระทั่งออกจากวงการจริงๆในปี 1983 (พ.ศ.2526)
ตั้งแต่เริ่มวางมือออกจากวงการ โกะ ไซเกนยังคงทำหน้าที่เป็นสมาชิกของวงการโกะได้อย่างดี โดยการสอน และการเขียนหนังสือ เช่น การเล่นโกะสำหรับศตวรรษที่ 21 (A Way of Play for the 21st Century), พจนานุกรมการประยุกต์ใช้โจเซกิสมัยใหม่ (Modern Joseki Application Dictionary), และ ฟูเซกิและการเดินหมากช่วงกลางเกม (Fuseki and Middle-game Attack and Defence) นอกจากนี้เขายังมีโอกาสได้เดินทางไปประชาสัมพันธ์กีฬาชนิดนี้ทั่วโลกอีกด้วย โดยเขาได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้กับนักเล่นมืออาชีพคนอื่นๆ เช่น ไมเคิล เรดมอนด์, โอ ริสเซย์, รุ่ย หนายเหว่ย ฯลฯ
ในปี 1987 (พ.ศ.2530) โกะ ไซเกน ได้รับเครื่องราชอิศริยาภรณ์เคียวคุจิทซึ โซชั้น3 ในการที่เขาได้ทุ่มเทชีวิตให้กับการเล่นและพัฒนาโกะ
ในปี 1999 (พ.ศ.2542) มร.เทระโมโตะ ผู้จัดการของโกะ ไซเกน ได้กล่าวกับนักเขียนหนังสือโกะ นามว่า ปิเอเตอร์ มิโอค ว่า “โกะ ไซเกน เป็น 1 ใน 3 ของนักโกะมืออาชีพที่จะมีชื่อเสียงไปอีกหลายร้อยปี อีก 2 คน คือ โดซากุ และชาซากุ”
ในปี 2006 (พ.ศ.2549) เทียน จวงจวง ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวจีน ได้นำชีวิตของโกะ ไซเกน ไปถ่ายทำเป็นภาพยนตร์ ชื่อ The Go Master
ประฝีมือกับฮงนิงโบะ ชูซัย
ในปี 1933 (พ.ศ.2476) โกะ ไซเกน ชนะการแข่งขัน นิฮง คิอิง เพื่อเข้าไปเจอกับฮงนิงโบะ ชูซัย เมจิน ซึ่งในขณะนั้นนับเป็นปรมาจารย์อันดับ 1 ของวงการโกะญี่ปุ่นเลยทีเดียว นอกจากจะได้รับตำแหน่งฮงนิงโบะแล้ว ชูซัยยังได้เป็นถึงเมจินอีกด้วย เกมระหว่าโกะ ไซเกน และ ชูซัยจึงได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก สื่อหนังสือพิมพ์จึงเห็นเป็นช่องทางที่ดีที่จะกระตุ้นความเป็นชาตินิยมของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในขณะนั้นมีสงครามระหว่างจีนและญี่ปุ่นอยู่ จึงทำให้โกะ ไซเกน กลายผู้รับเคราะห์กรรมในครั้งนี้ เขาจึงถูกคุกคามจากพวกชาตินิยม และยังโดนขว้างปาข้าวของเข้ามาในบ้านอีกด้วย
กระดานแห่งศตวรรษนี้เริ่มต้นในวันที่ 16 ตุลาคม 1933 (พ.ศ.2476) และสิ้นสุดในอีก 3 เดือนต่อมา ในช่วงของการเปิดเกมส์ โกะ ไซเกน ที่ถือหมากสีดำ เริ่มเล่นที่เส้น 3-3, 5-5 และจุดเทนเกน ซึ่งฟูเซกิแบบนี้ยังไม่เคยพบในการเล่นโกะของมืออาชีพมาก่อน อีกทั้งหนังสือพิมพ์ที่ตีพิมพ์เรื่องราวของหมกเกมส์นี้มียอดจำหน่ายอย่างท่วมท้น ทำให้การเปิดเกมแบบชินฟูเซกิได้รับความนิยมในทันที
เมื่อหมากกระดานนี้จบลง ฮงนิงโบะ ชูซัยเป็นฝ่ายชนะ โดยคะแนนนำห่างไปเพียง 2 แต้มเท่านั้น อย่างไรก็ตามผลการแข่งขันครั้งนี้ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก เนื่องจากในขณะที่เกมนี้ดำเนินอยู่ ตามประเพณีของโกะนั้นเปิดโอกาสให้ผู้เล่นที่ถือหมากสีขาวสามารถหยุดเกมชั่วคราวเมื่อไหร่ก็ได้ และจะไม่มีการล้อมหมากที่ถูกวางก่อนการหยุดนั้น ซึ่งทำให้ชูซัยที่ถือหมากขาวอยู่นั้นสามารถหยุดเกมเมื่อไหร่ก็ได้ และสามารถกลับไปบ้านเพื่อทดลองเดินได้ก่อนจะกลับมาเล่นอีกครั้ง ซึ่งในกระดานนี้ชูซัยใช้สิทธิ์มากมายหลายครั้ง เช่น ในวันที่ 8 ของการเล่น ชูซัยเริ่มเล่นก่อน และโกะ เซนไกก็สามารถวางหมากได้ทันทีภายใน 2 นาที ชูซัยจึงใช้เวลาคิดนานถึง 3 ชั่วโมงครึ่ง ก่อนจะขอใช้สิทธิ์หยุด ซึ่งเป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่าระหว่างการหยุดแต่ละครั้งนั้น ชูซัยจะนำเอาหมากนี้ไปศึกษาร่วมกับลูกศิษย์ของเขาเพื่อหาวิธีการเดินที่ดีที่สุด โกะ เซนไกจึงตกเป็นรองอย่างเห็นได้ชัด
อย่างไรก็ตามชูซัยก็ยังคง ในช่วงวันที่ 13 ของการเล่น ชูซัยได้เดินหมากอย่างชาญฉลาด ทำให้เพียงครั้งเดียวเขาก็สามารถขึ้นนำ และมองเห็นชัยชนะอย่างชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามมีข่าวลือเกี่ยวกับการวางหมากครั้งนี้ว่าแท้จริงแล้วไม่ใช่ความคิดของชูซัย แต่เป็นของลูกศิษย์ของเขาที่ชื่อมาเอดะ โนบุอะกิ ทั้งๆที่เป็นเจ้าของความคิดการวางหมากนี้เอง แต่มาเอดะกลับเรียกการเดินหมากครั้งนี้ว่า “การเดินที่ไม่ฉลาด (ingenious move)” ซึ่งต่อมาเมื่อใดก็ตามที่คำร่ำลือนี้ถูกกล่าวขานถึง มาเอดะก็มิได้ปฏิเสธหรือยอมรับแต่อย่างใด
5 ปี ต่อมา คิตานิ มิโนรุ ก็ได้มีโอกาสเดินหมากกับ ฮงนิงโบะ ชูซัยด้วยเช่นกัน ซึ่งคิตานิ มิโนรุ ได้เรียกร้องให้สามารถล้อมหมากที่เดินก่อนการใช้สิทธิ์หยุด ชูซัยตกลง และในเกมส์นี้เองคิตานิ มิโนรุ ก็ชนะชูซัย 5 แต้ม
...เป็นไงคะ ภาษาไม่ลื่นไหลยังไง comment ได้...
JC & the 7 catsเลี้ยงแมวมาได้ ๔ เดือนกับ ๑๗ วัน ปัจจุบัน ประชากรแมวในบ้านเรา เพิ่มขึ้นเป็น ๗ ตัวแล้วค่ะ
ตัวแรกรู้จักกันดี ...Lucky... พ่อยอดขมองอิ่มของเจซี มีอีกชื่อหนึ่งว่า “ท่านชาย” อาซิ้มอามาแถวนั้นร่วมใจกันเรียกว่า “High-so” ....คือบุคคลิกมันให้จริงๆค่ะ เชิดๆหยิ่งๆ ขนดำๆเงาๆอีก.... เรามีพัฒนาการของ Lucky มาให้ดูเป็นระยะๆค่ะ
ถึงแม้จะไม่ขี้อ้อน ขี้เล่น หรือชอบงับมืองับเท้าเจ้าของเหมือนเดิมแล้วก็ตาม ...ก็โตเป็นแมวหนุ่มแล้วนิ่นา ฟันแท้พึ่งขึ้นไม่ถึงเดือนเอง... แต่Lucky ก็ยังคงมีอริยาบถน่ารักๆให้ติดตามชม เช่น ชอบไปเกาะอ่างบัว หรือจะชอบงับใบไผ่เล่นก็ตามที เวลาล้างจานก็ต้องกระโดดขึ้น counter มานั่งมองด้วย เวลาเอาไปนอนด้วยก็ชอบมาซุกๆที่ตัว เข้าไปนอนในผ้าห่มด้วยกัน ถ้าจะให้ลูบหัวก็จะเอาหัวมาไถๆที่มือ เวลาโดนแปรงขนทีก็จะทำหน้าตาพริ้มๆ หลับตา แล้วก็แกว่งหางไปมา ...^^...
เรื่องความเนื้อหอมของ Lucky นี่ต้องเอ่ยถึงค่ะ ถึงขั้น Celeb กันเลยทีเดียว ...๕๕๕๕๕๕๕...ครองตำแหน่งสุดที่รักในใจของคนทั้งบ้าน คนงาน และผู้อยู่อาศัยแถวนั้น ได้เป็นอย่างดี
เริ่มแรกจากอากงข้างบ้าน เดินออกมาจากซอยทีไร ต้องจับ Lucky ไปเล่นด้วยทุกที ถ้าหาไม่เจอก็จะถามหา ...เจ้าตัวสีดำล่ะ... แถมยังมีมาชมด้วยนะว่า Lucky ฉลาด แล้วก็เชื่องด้วย คนที่ ๒ อาซิ้มหลังบ้านเลี้ยงแมวไว้ ๗ ตัว เดินผ่านไปผ่านมาก็ต้องมาเล่นกับ Lucky ค่ะ ตอนที่ Lucky ยังชอบเล่นอยู่แล้วถูกทิ้งไว้ที่บ้านตัวเดียว อาซิ้มถึงขนาดเอาเชือกมาผูกให้ Lucky เล่นที่ประตูเลยทีเดียว ...บางทีเล่นกับ Lucky ผ่านกระจกก็มี -_-!!!... คนที่ ๓ อาม่าข้างบ้านและหลานสาว ...ที่บ้านนี้ก็มีแมว แต่เขาเลี้ยงไว้ที่ข้างบน ไม่ให้ลงมาข้างล่าง... เวลาเห็น Lucky เดินไปบ้านเขาก็จะอุ้มกลับมาให้ หรือไม่ก็เล่นๆกันอยู่แถวนั้น เดินผ่านก็ต้องทักทาย แถมชมนักชมหนาว่า Lucky ฉลาดที่จำบ้านตัวเองได้ คนที่ ๔ ...ต้องพวกค่ะ... ๕๕๕๕ เพื่อนๆเราที่คณะนั่นเอง นำทีมโดยเหมียว (นอกจากชื่อจะเหมือนแมว น่าตาก็เหมือนแมว นิสัยก็เหมือนแมวแล้ว ยังจะชอบแมวอีก -_-!!!) เหมียว โบ โซ่ และใหม่ เคยมาที่บ้านเพื่อเล่นกับ Lucky ด้วย ....ประทับใจมั๊ยล่ะ บอกแล้วว่ากี้เราน่ารัก ^^... กลุ่มที่ ๕ พวกนักเรียนเบญจมฯค่ะ ...เดินผ่านทีไรต้องทักทายเจ้ากี้ทุกที... แถมชอบกรี๊ดกร๊าดตอนที่กี้ไปเกาะอ่างบัวทานน้ำ (ไว้วันหลังจะถ่ายรูปมาให้ดู ๕๕๕๕๕) ฯลฯ ...ลูกค้าที่บ้าน คนผ่านไปผ่านมา หลงรักมันก็เยอะแยะไป แต่เล่าไม่หมด ^^...
สถานการณ์ปัจจุบัน: -กลายเป็น big boss ของที่บ้านไปแล้ว เพราะต้องขึ้นไปนั่งบนโต๊ะทำงานทุกวัน ไล่ลงไปแล้วก็กระโดดขึ้นมาใหม่ -นอกจากจะวิ่งเล่นแถวบ้านแล้ว ตอนนี้ Lucky ข้ามถนนไปเล่นอีกฝั่งก็ได้ แถมถ้ามีรถมา กี้ก็จะหยุดรอด้วยนะ พอเราออกไปเรียก เดี๋ยวก็ข้ามกลับมาค่ะ ^^ (...แต่อันตราย เลยไม่ค่อยยอมปล่อยให้วิ่งไปฝั่งโน้นแล้ว...)
ตัวที่ ๒ ...มีตังส์... เรื่องของเรื่องคือเมื่อตอนกลางเดือนพ.ค. เราได้ยินเสียงลูกแมวร้องดังมากๆๆๆๆๆ ก้เลยไปตามหาที่มาของเสียง ก็พบเจ้ามีตังส์อยู่ที่ใต้ต้นไม้หน้าบ้านค่ะ ก็เลยอุ้มไปทานข้าว แล้วก็จับใส่ไว้ในตะกร้าวันนึง ให้ Lucky ดูแล ....๕๕๕ ทั้งวัน Lucky ไม่ไปวิ่งเล่นที่ไหนเลย นั่งจ้องแต่มีตังส์ เจ้ามีตังส์ก็จ้องกลับ จนหลับไปด้วยกันทั้งคู่... แต่ตอนแรกๆกี้ไม่ค่อยจะยอมรับเท่าไหร่ เราก็เลยปล่อยไป แล้วจากนั้นทุกเย็นราวๆ ๓ วันได้ เราก็พบเจ้ามีตังส์มาขอข้าวกินทุกวัน จนถึงวันสุดท้ายที่เราเห็นท้องฟ้าตั้งเค้าฝนหนัก ก็เลยจับเข้ามาอยู่ด้วยกันวันนึง แล้วจากนั้นมามันก็ไม่ยอมไปไหนอีกเลย ...แถมไม่ต้องฝึกใช้กระบะทรายด้วย ใช้เองเป็นเสร็จสับ ^^... จากวันนั้นเป็นต้นมา เจ้า ๒ ตัวนี้ เข้ากันได้เป็นอย่างดี ถึงขนาดที่ว่า วิ่งไล่กันที บ้านพัง ข้าวของแตกกระจายเลยทีเดียว
พูดถึงเรื่องกระบะทราย มีเรื่องฮานิดหน่อย ...คือปกติ Lucky จะชอบใช้กระบะทรายที่บ้าน A มากกว่าบ้าน B... ส่วนมีตังส์จะใช้ได้หมด แล้วใช้เสร็จก็กลบไม่เป็นด้วย ...เหม็น -_-!!!... แล้ววันนึงเราก็เก็บกระบะทรายที่บ้าน B ค่ะ ใส่ทรายใหม่ลงไปให้ ทันทีที่วาง เจ้า ๒ ตัวก็เบียดกันใช้พร้อมกัน (ทั้งๆที่กระบะก็อันนิดเดียว) อึไว้คนละกอง...จะรีบสร้างกลิ่นกันไปถึงไหน พึ่งจะเปลี่ยนเองนะ -_-!!!!... (มีแมวใครเป็นงี้มั๊ยคะ ได้กลิ่นทรายใหม่ไม่ได้ ต้องรีบใช้)
เนื่องจากมีตังส์เป็นแมวที่เก็บมาเลี้ยงตอนอายุได้ ๒ เดือนแล้ว ...แถมด้วยนิสัยเดิมแบบแมวจรจัดแล้ว ทำให้เจ้านี่นิสัยชอบลักกินของชาวบ้านค่ะ... ช่วงสัปดาห์แรกที่มาอยู่ใหม่ๆ เราทานปลาทูเสร็จก็เหลือนิดนึง ม๊าก็ตั้งใจว่าจะคลุกให้ Lucky ทาน เพราะไม่เคยให้ Lucky ทานปลาทูมาก่อน ก็จับเศษปลาทูมาขยำกับข้าวในถุง แล้ววางทิ้งไว้ หันกลับมาอีกที ถุงนั้นหายไปแล้วค่ะ และอีก ๕ นาทีต่อมา มีตังส์ก็โผล่มาพร้อมกับถุงพลาสติกครอบหัวอยู่ -_-!!! คนงานซื้อทอดมันมากิน เจ้านี่ก็ต้องไปลากออกมาจากถุง งับไปนิดนึง แล้วก็ทิ้งไว้ให้เห็น หรือจะเม็ดขนุน ฝอยทอง ทองหยิบ ที่ไหว้ตี่จู้ ....ผ่านปากเจ้านี่เสียสิ้น... ล่าสุด ซื้อขนมเบื้องมาวางไว้บนโต๊ะ แล้วเราก็ออกไปเล่นกับ Lucky กลับมาอีกที มีตังส์มุดเข้าไปในถุงเรียบร้อยแล้ว -_-!!!
...เล่าย้อนที่มาของชื่อนี้หน่อยนะคะ เดิมแล้วมีตังส์มาอยู่ที่นี่ประมาณสัปดาห์ก็ยังไม่มีชื่อ มีแค่เราที่เรียกว่าตัวเล็กๆ ผ่านไปป๊าก็เสนอให้ชื่อว่าใบไม้ เพราะมันเป็นลายสลิด ตัวเขียวๆ ก็ OK แต่น้องชายไม่ชอบ ขอชื่อ starbucks แล้วกัน สักพักนึงเราก็ไปเล่าให้ม๊าฟังว่า บ้านโบแมวชื่อ อู่จี๊ อู่ใช้ ตั่วถั่ง ฯลฯ ม๊าก็เลย get idea ว่า ...มีตังส์ก็ดีนะ ไหนๆจะ Lucky แล้ว ขอมีตังส์ด้วยดีกว่า... ๕๕๕ และด้วยความที่ว่าเจ้าตัวนี้อยู่กับม๊ามากกว่าใครเพื่อน ก็เลยเข้าใจว่าตัวเองนั้นชื่อมีตังส์ไปโดยปริยาย เอวังด้วยประการฉะนี้แล...
สถานการณ์ปัจจุบัน: -ม๊าซื้อโบว์สำหรับผูกหมาอ่ะ เอามาร้อยปลอกคอให้มัน ...ตอนนี้ก็เลยมีโบว์ติดตัว... ถูกเปลี่ยนชือชั่วโครวว่าน้องโบว์ ๕๕๕๕๕๕ -ชอบก่อกวน Lucky เป็นชีวิตจิตใจ เวลา Lucky นอนอยู่ก็ไปงับเขามั่ง กระโดดใส่มั่ง เอาก้นไปถูหน้า Lucky มั่ง -_-!!!! -กวนเจ้าของอีกต่างหาก ...มีตังส์เป็นแมวหวงตัวค่ะ ไม่ค่อยยอมให้ใครจับ วิ่งหนีลูกเดียว... แต่ชอบร้องดังๆแบบชวนคุยน่ะค่ะ ร้องๆแล้วก็เดินเข้ามาหา พอจะอุ้มก็วิ่งหนี แล้วก็ร้องๆเดินเข้ามาใหม่ -_-!!!
(สถานการณ์ในอนาคต: อาจจะกลายเป็นแมวหัวเน่าได้ ถ้ายังไม่ยอมเข้าใกล้คน เพราะ ๕ ตัวที่เหลือนี่ขี้อ้อนทุกตัว)
อีก ๕ ตัวที่เหลือ ปัจจุบันนี้ยังเป็น ลูกแมวอยู่ค่ะ ...ตัวเล็กๆได้ประมาณเดือนนึง... เรื่องมันมีอยู่ว่า ศุกร์ที่แล้วป๊าได้ยินเสียงแมวร้องค่ะ ก้เข้าใจว่าอาจจะอยู่ตรงซอกตึกข้างบ้าน C แต่แล้วก็เอะใจ เพราะเสียงดังมาจากใต้ฝ้า ไปแง้มดู ก็พบเจ้าพวกนี้เดินกันขวักไขว่ทีเดียวล่ะค่ะ ก็จับลงมาไว้ในตะกร้า ตอนเย็นกลับบ้านมาเจอก็เลยป้อนนมชงของแมวให้ แล้วก็จับไปใส่ลัง จัดที่จัดทางให้นอน ก่อนที่วันพุธจะพาไปหาหมอเพื่อถ่ายพยาธิ
เล่าเรื่องตอนที่ไปร้านหมอนิดส์นึง หมอใหญ่ถามว่า ...เอาอะไรมา... เจซี ...ลูกแมวค่ะ เก็บได้... หมอใหญ่สั่ง ...เอาเข้าไปวางข้างในเลย... (พอดีตรงนั้นมีร็อตไวเลอร์นอนอยู่กลางร้านเลยทีเดียว -_-!!)
แฟนคุณหมอแอบแซว ลูกค้าอีก ๒ คนที่พาแมวมาให้น้ำเกลืออยู่ ...เอากลับไปเลี้ยงมั๊ย... เจซียินดีค่ะ ๕๕๕๕๕ ....โปรโมชั่น พาแมวมาฉีดยา ได้แมวแถม ๑ ตัว... แล้วแฟนคุณหมอก็เล่าต่อว่า เมื่อวานนี้มีคนเอาลูกแมว ๓ ตัวใส่ลัง มาวางไว้ที่หน้าร้าน ใส่นมมาด้วย แล้วลูกแมวก็ไปคว่ำชามนม หกเลอะเทอะไปหมด...
สุด ท้าย พี่หมอป้อนยาถ่ายพยาธิให้ไปเรื่อยๆ ...เราก็บ่น ตัวนี้ไม่ค่อยยอมทานอ่ะ ป้อนนมให้ก็บ้วนออกหมด (ตัวอื่นนี่ แค่จ่อ syringe นี่ก็ดูดเองละ)... พี่หมอบอกว่า ถ้าตัวไหนป้อนแล้วบ้วนออกอ่ะ ป้อนยาก
...แมวมันก็เหมือนผู้หญิงอ่ะ ต้องค่อยๆ เบาๆ แต่บ่อยๆ...
สรุป แล้ว น้องแมววัยขนาดนี้ทานเอง อึเองได้แล้วค่ะ พี่หมอแนะนำให้ทานอาหารเปียกแบบซองๆของลูกแมวไปก่อน (whiskas นั่นเอง) แต่พอดีที่บ้าน มีอาหารลูกแมวของ avoderm อยู่แล้ว ก็เลยไม่ได้ซื้อมา
ณ ตอนนี้ก็ประสบความสำเร็จได้ขั้นนึงแล้วค่ะ เพราะว่าน้องแมวทานเองได้แล้ว แถมโซ้ยกันทีแบบ “แร้งลง” ทีเดียว avoderm กระป๋องเล็กทั้งกระป๋องอ่ะค่ะ ...เกลี้ยง... อาบน้ำแล้วด้วย ฝึกใช้กระบะทรายก็เรียบร้อยแล้ว ^^ เชื่องอีกต่างหาก วิ่งเล่นกันจนเลยขอบเขตที่ให้ไว้ เรียกแล้วก็ยอมกลับมา
แต่ปัญหาคือ เจ้าพวกนี้ยังไม่มีชื่อน่ะสิคะ ทำไงดี ...ช่วยคิดให้หน่อย ^^...
และนี่ก็เป็น introduction ของนิยายเรื่อง เจซีและแมวทั้ง ๗ ค่ะ ...แล้วเจ้า ๗ ตัวนี้จะเป็นยังไงต่อมา จะมา update ให้ฟังเรื่อยๆนะคะ...
มีแต่เรื่องแมวล่ะมั้ง ที่ทำให้เรามีความสุขได้ งานเข้า....ช่วยเจซีด้วยยยยยยยยมี emergency case มาค่ะ ....เก็บ blog ภาษาอังกฤษไว้เลย ๕๕๕ ไม่ทันการณ์....
เมื่อวานนี้ กลับมาจากคณะแล้วก็พบว่า ในตะกร้าของ Lucky มีลูกแมวอายุประมาณ ๒ สัปดาห์ อยู่ ๕ ตัว .....ตั้ง ๕ ตัวค่ะ.... ป๊าไปไล่จับมาจากใต้ห้องเก็บของ และเมื่อพูดถึงเรื่องแมวแล้ว ทั้งบ้านตกลงใจกันโดยไม่ได้นัดหมายว่าให้เราดูแล -_-!!!!
แล้วประเด็นมันอยู่ที่ว่าลูกแมวมัน sensitive อย่างแรง .....แถมเราก็ไม่เคยดูแลแมวเล็กขนาดนี้มาก่อน กรี๊ดๆๆๆๆๆๆ....
เรื่องกิน นี่ไม่เท่าไหร่ เพราะมีนมผงแมวของ Lucky อยู่แล้ว พอจะผสมให้กิน ใส่ขวดนมแมวแล้วเด็กๆไม่ยอมดูดเลย ก็เลยบังคับแทน เอา syringe ป้อนเข้าปากได้ ทานได้แค่ครั้งละประมาณ ๒ cc เท่านั้นเองด้วย (จะให้ทานบ่อยก็ยาก เพราะเราไม่ได้อยู่ที่บ้านตลอดเวลา กลัวเด็กน้อยๆจะได้รับสารอาหารน้อย)
....แถมบางตัว อารมณ์ไม่ดี ป้อนเท่าไหร่ บ้วนออกมาหมดเท่านั้น เล่นเอา เสื้อผ้าของเราเปรอะเปื้อนเพราะนมแมวหมด -_-!!!! แล้วเล็บแมวเด็กนี่ คมยิ่งกว่าแมวโตๆอีก เกาะบนเนื้อหนังเราที น้ำตาแทบเล็ด TT-TT....
แต่ปัญหาหนักกว่านั้นคือน้องแมวๆทั้งหลายไม่ยอมอึค่ะ
เจซีล่ะจิตตก จะเช็ดก้น นวดท้อง ให้กินยาคูลท์ก็ไม่อึ ฉี่ก็ไม่มี ....กรี๊ดดดดดดด...
ไม่รู้จะทำไงแล้ววววววววว กรี๊ดดดดด
ใครมีประสบการณ์เลี้ยงน้องแมวเด็กขนาดนี้ เสนอมาได้เลยนะคะ
Need help Exclusive Trip @ Srilanka IV๗ พ.ค.
Check out จากโรงแรม ก่อนจะเดินไปร้านอาหารแถวๆนั้น พบกับร้าน Berty’s ที่ทั้งอร่อย ถูก และบริการดี เถ้าแก่เขาอัธยาศัยดี ชวนคุยตลอดเลย
แล้วก็ให้นิฮาลขับรถพาเที่ยว ได้ไปที่วัดกังการาม วัดดังของที่นี่ล่ะ แบบว่าที่นี่พระเล่นการเมืองได้ พระที่วัดนี้ก็เล่น ที่สำคัญเต็มไปด้วยรูปปั้นจีนค่ะ เพราะคนสิงคโปร์มาทำบุญที่นี่เยอะมากกกกกกกกกกกก ก็เดินเที่ยวชมวัด ไม่มีอะไรเท่าไหร่ (เด็กน้อยๆมาทัศนศึกษากันค่ะ)
(ที่นี่ไม่จุดเทียนบูชาพระกันนะคะ จุดตะเกียงน้ำมันแทน)
(หม้อน้ำ สำหรับเวียนรอบต้นโพธิ์)
ข้างบนจะมีพิพิธภัณฑ์เล็กๆด้วย ก็มีพระไทยเต็มเลย ตาลปัตร สัปทน ของไทยทั้งนั้นนนนนนนน ถัดจากพิพิธภัณฑ์มาก็จะมีต้นโพธิ๋ค่ะ แล้วก็ศาลาที่สร้างอย่างศิลปะพม่า
พอดีวันนี้เจอคู่บ่าวสาวมาแต่งงานด้วย เราก็เลยขอถ่ายรูปกับเขาซะเลย ^^
ก่อนจะเดินทะลุไปด้านหลัง เข้าไปในห้องอีกห้องนึง ทั้งที่ปกติไม่เปิดหรอกค่ะ แต่พอดีมีกรุ๊ปของคนไทยอีกกรุ๊ปนึงมาพอดี เขาก็เลยเข้าใจว่าเราเป็นกรุ๊ปนั้น ก็เลยอนุญาตให้เข้า
แล้วโลกมันกลมยิ่งกว่านั้นค่ะ พอดีม๊าเจอพระอาจารย์ชาวศรีลังกา จากวัดอัมพวัน ที่รู้จักกัน ...ก็กรุ๊ปคนไทยอีกกรุ๊ปนั่นแหละ พระอาจารย์รูปนี้พามาเอง... เราก็เลยได้อภิสิทธิ์อีกแล้ว มีการเปิดกรุ แล้วยกพระธาตุมาวางไว้บนหัวด้วย ^^ (ปกติกรุนี้จะอยู่ในตู้ค่ะ และไม่ได้เปิดนะคะ ...วันวิสาขบูชา เรามาที่นี่อีก กรุนี้ก็ไม่เปิดค่ะ...) (กรุที่ว่า)
จากนั้นก็ตะลอนลงใต้ไปเที่ยววัดอิสิปตะนะค่ะ ซึ่งเจ้าของวัดนี้อ่ะเป็นคนรวยค่ะ พอดีลูกชายคนเดียวแกถูกมุสลิมยิงเสียชีวิต แกก็เลยบ่นเสียใจบอกว่า ตัวเองเอาลูกไว้ที่นึง เอาทรัพย์สมบัติไว้อีกที ก็เลยสร้างวัดนี้ให้ลูกชายค่ะ ก็สวยดีอ่ะ
(เจ้าของวัดค่ะ)
ในอุโบสถของที่นี่เนี่ยะจะเป็นรูปปูนปั้นลอยตัวมากกว่าค่ะ ไม่เหมือนวัดไทยที่มีแต่รูปวาด ที่นี่จะมีทั้งสองเลย ทั้งรูปวาด และรูปปั้น ...ยิ่งวัดนี้แล้ว จิตรกรรมมฝาผนังเขาเป็นแบบยุโรปค่ะ...
(ถวายผ้าห่มพระประธาน)
จากนั้นพอเราดูเสร็จแล้ว ก็มีเจ้าหน้าที่วัดชวนให้ไปดูรูปปั้นเทพฮินดูค่ะ ปกติแล้วองค์เทพจริงๆจะไม่ได้เห็นกันหรอกค่ะ จะมีภาพวาดเหมือนองค์จริงห้อยไว้ข้างหน้าอีกที รอวันพิธีสำคัญๆค่อยเปิด (ที่เมืองไทยก็เป็น) แต่คราวนี้พอเห็นม๊าเอาผ้าแพร ๗ สีมาถวาย เขาก็เลยเปิดองค์เทพให้ผูกผ้าค่ะ ...^^...
ใกล้ๆกันนั้นมีเทพเจ้าของศรีลังกาด้วย เหมือนเมืองไทยที่มีพ่อหลักเมือง ไม่ก็พระสยามเทวาธิราช อย่างไงอย่างนั้น ...เสียดายที่เราจำชื่อไม่ได้ค่ะ...
จากนั้นก็เอาผ้าสีทองไปผูกรอบต้นโพธิ์ค่ะ
(ต้นนี้ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๓ ม.ค่ะ)
แล้วก็ออกมา เพื่อไปทานมื้อเที่ยงกัน เป็นร้าน burger ค่ะ ของศรีลังกา อารมณ์ประมาณร้าน ๔ ดาวอ่ะ เราก็ทานเบอร์เกอร์ไก่ ที่มีหัวหอมเยอะมากกกกก ส่วนม๊าสั่งสลัดผัก ๑/๔ ของจานเป็นหอมแดงค่ะ ในขณะที่ ๓ ส่วนที่เหลือเป็นผักอย่างอื่นปนๆกัน
จากนั้นก็ขับรถอย่างไกลค่ะ ไปถึงวัดอะไรก็ไม่รู้ ...นิฮาลบอกแล้ว แต่ฟังไม่ออกจริงๆ... อยู่ติดริมทะเลค่ะ สวยมาก วิวดี องค์เจดีย์ก็ใหญ่ แถมที่ศาลาตอนนี้มีคนมาจับจองที่ เตรียมสวดมนต์ในวันวิสาขบูชากันแล้วค่ะ
(ศาลาที่ตกแต่งแล้ว)
(ระหว่างทาง แวะชายทะเล)
แล้วก็ขับรถกลับค่ะ ประเด็นคือ เราน่ะอยากนอนที่ Galle Face Hotel โรงแรมที่อยู่ติดทะเลค่ะ
เล่าก่อนว่า ที่นี่ทางรถไปจะเลียบชายหาดค่ะ ทำให้ที่ริมทะเลราคาถูกมากกกกกกกกกก แล้วก็มีโรงแรม Galle Face เนี่ยะแหละที่ตั้งอยู่ติดทะเลจริงๆ เพราะว่าสร้างขึ้นก่อนที่ทางรถไฟจะสร้าง
(Galle Face ค่ะ)
เราอยากมากกกกก อยากมาดูพระอาทิตย์ตก ไม่ก็ทานข้าวเย็นที่นี่ อะไรอย่างนั้น แต่ว่าวันที่เราไปอ่ะ เมฆหมอกเยอะมากค่ะ เลยเซ็งๆพิกล ไม่เข้าในโรงแรมก็ได้ เลยเดินเล่นอยู่ที่ Galle Face Green สนามหญ้าข้างๆโรงแรมแทน เหอๆ
ก็ได้แวะซื้อของกินข้างทางมาทานแทน ก็อร่อยดีค่ะ ได้บรรยากาศอีกแบบ
ก่อนจะกลับโรงแรม (อ้อตอนนี้เราย้ายกลับมาที่ Grand Oriental แล้วนะคะ แบบว่าม๊าไม่ถูกใจการบริการของ Juliana) ...ความหวังที่จะเป็น backpacker กัน ๒ คน ต้องล้มเลิก ๕๕๕๕๕๕๕๕...
๘ พ.ค. ตื่นมาแต่เช้า พร้อมกับ breakfast box ที่เจ้าหน้าที่โรงแรมจัดให้ เดินทางไปยังศูนย์ลังกาวิปัสนาภาวนาสมิทิตา ที่ซึ่งจะมีพิธีสวดมนต์ฟังเทศน์กันแต่เช้า ซึ่งสุมณะภันเตได้กำชับมาให้นิฮาลพาไป
ไปถึงวัดตอนตี ๕ ค่ะ แล้วก็นั่งรอพระมา แล้วก็สวดมนต์ๆ ฟังเทศน์เป็นภาษาสิงหลอย่างไม่รู้เรื่อง แล้วก็ได้เวลาอาหารเช้า ก็ได้รับเชิญให้เข้าไปมีส่วนร่วมถวายข้าวพระด้านในเลยทีเดียว
ก่อนจะได้รับเชิญอีกเช่นกัน ให้ทานข้าวพิเศษ ที่เหลือจากถวายให้พระแล้ว (ทั้งๆที่เจ้าภาพอ่ะ ทานอาหารกล่องที่เตรียมไว้แจกชาวบ้าน) ...ใช้มือทานด้วยล่ะ ^^... once in a life time
(เข้าแถวรอรับข้าวเช้าค่ะ)
คือวันวิสาขบูชา หรือ วิสาก ของที่นี่เนี่ยะเป็นวันใหญ่ค่ะ เราเข้าใจว่าฉลองเป็นวันปีใหม่เลย เพราะศรีลังกานี่นับพุทธศักราชทันทีที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานเป็น ๑ ในขณะเมืองไทยรอให้พระพุทธเจ้าปรินิพพานครบ ๑ ปีก่อน ถึงจะเริ่มนับ ๑ เพราะฉะนั้น วันวิสาขบูชาก็เลยเปรียบได้กับวันขึ้นปีใหม่ มีการเปลี่ยนศักราช เป็น ๒๕๕๓
จะหยุดให้ ๒ วันค่ะ คือวันวิสากเองและอีกวันหนึ่ง ซึ่งวันวิสากเนี่ยะ ชาวบ้านชาวช่องจะมารับศีล ๘ และฟังเทศน์กันที่วัดค่ะ ทั้งวันเลย โดยเอาเบาะมา (ที่นี่ไม่มีประเพณีการนั่งบนพื้นค่ะ ต้องมีเบาะ เสื่อ หนังสือพิมพ์ รอง) กับแก้วน้ำ เพราะที่นี่จะมีเศรษฐีมาเป็นเจ้าภาพเลี้ยงพระ พร้อมกับเลี้ยงข้าวชาวบ้านที่มาฟังเทศน์ด้วย มื้อเช้าจะเป็นขนมปังไส้แกงค่ะ ส่วนมื้อเที่ยงจะเป็นข้าว ทานด้วยมือเอา และแก้วนั้นนั้นก็เอามารับน้ำชาที่แจกกันค่ะ
ระหว่างที่ทานก็ได้พูดคุยกับเจ้าภาพด้วย เป็นคู่สามีภรรยาที่ทำธุรกิจนำเข้าสินค้าไทยค่ะ เขาไปเมืองไทยบ่อย ภาษาอังกฤษดีด้วย เลยคุยกันรู้เรื่อง แถมมีนัดกันด้วยนะว่าเดี๋ยวเดือนหน้าเขาไปเมืองไทยอีก จะแวะมาหา แลกอีเมลล์กันเรียบร้อยค่ะ ...ถามอีกตะหากว่า มี skype มั๊ย.... ๕๕๕๕๕๕๕๕๕
ส่วนอีกคน คนนี้เป็นผู้จัดการ Liberty Plaza ค่ะ ...shopping mall ในกรุง Colombo... เขาจะมานั่งสมาธิที่นี่ตอนเช้าทุกวัน ...ม๊าเห็นเราคุยถูกคอกับเขาดี เลยแซวเลย ...ถามเลยสิว่ามีแฟนยัง หนุ่มคนนี้ม๊าให้ผ่าน spec ม๊าเลย ใจบุญ หล่อ เก่งเนี่ยะ... (คือตอนที่มาเนี่ยะ ม๊าบอกว่า ...เอาเขยแขกกลับไปสักคนสิลูก... เจซีมองหน้าแบบ -_-!!! ...ขอแขกขาวเถอะ... ที่นี่แขกดำหมดเลยอ่า)
พอเราทานข้าวเสร็จแล้ว ก็เห็นจานนะเยอะมาก มากมายหลายไซส์ วางระเกะระกะกันอยู่ ก็เลยจะไปเรียงจานแต่ละไซส์ๆค่ะ พอดีเด็กๆแถวนั้นเห็นก็เลยมาช่วยกัน สนุกสนานกันใหญ่ ขนาดที่ว่า กองนี้หมดแล้ว เด็กๆไปช่วยกันยกมาอีก ๕๕๕๕๕ เสร็จแล้วยังมีนัดกันอีกนะว่า Lunchๆๆๆ ...แล้วเรียกตัวเองเสร็จสับว่า cleaning service team...
(กองจานที่เอามาเรียงกัน)
แล้วม๊าก็บอกนิฮาลว่า พาไปวัดอื่นหน่อยได้ไหม อยากไปดูวัดอื่นๆด้วย
นิฮาลก็พาไปค่ะ ตอนแรกเดินไปวัดใกล้ๆก่อน เพราะเอารถออกไม่ได้ค่ะ ก็ไปถึงเป็น Buddhist TV ค่ะ ที่ซึ่งกำลังถ่ายทอดสดอยู่ ตอนแรก (อีกละ) เราก็นั่งข้างหลังค่ะ แล้วก็มีลุงคนนึงเรียก come come กวักมือด้วย เรากับม๊าก็เลยเดินตามเขาไป ไปถึงเขาพาไปนั่งข้างหน้าสุดเลยนะ -_-!!!!!!!!!!!!!!! แถมถ่ายทอดสดออกทีวีอีกตะหาก ...หนีไปไหนไม่ได้เลย เหอๆ... ฟังก็ฟังไม่ออก รู้อย่างเดียว ตอนที่เขาสาธุๆกัน เราก็สาธุด้วย
พอเสร็จแล้ว เจอคนทักเลย ...โอฮาโยะ... ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕ เอาอีกแล้ว เข้าใจว่าเราเป็น Japanese อีกแล้ว แล้วอยู่ๆก็มีป้าแก่ๆคนนึงเข้ามาทัก ...หนูใช่คนที่มากับแม่ ๒ คนใช่มั๊ย เนี่ยะฉันรออยู่นานแล้วนะ นึกว่าหนูจะไม่มาซะอีก... เรานี่เป็นงง O_o ใครหว่า (จนบัดนี้ก็ยังนึกไม่ออก เหอๆ)
พอพระเทศน์เสร็จ และญาติโยมถวายของแล้ว เราก็เดินกลับมาเอารถค่ะ พวก cleaning service team เห็น ก็วิ่งออกมาโวยวายกันใหญ่ค่ะ ๕๕๕๕๕๕ ม๊าเลยบอกว่า ...เดี๋ยวมาๆ เดี๋ยวตอนเที่ยงกลับมา...
จากนั้นก็ตระเวณเข้าวัดนั้นออกวัดนี้ ไปดูความเป็นไปของแต่ละวัด ....คนเยอะมากค่ะ...
(การ์ดวันวิสาขบูชาค่ะ ...เป็นอย่างเดียวที่เมืองไทยไม่มี ๕๕๕๕๕)
๑๑ โมง ก็กลับไปทันถวายเพลพระพอดี ได้รับสิทธิพิเศษ ทานข้าวพระอีกแล้ว แล้วก็เอาช็อคโกแลตที่มะกี๊แวะซื้อระหว่างทางมาแจก my team ค่ะ ...ถ่ายรูปกันด้วย ^^...
(มื้อเที่ยงที่รอแจก)
(ทานด้วยมือจากกล่องกันเลยค่ะ แถมโยเกิร์ตอีกคนละถ้วย)
(My Cleaning Service Team)
แล้วก็กลับโรงแรมค่ะ ขอกลับไปอาบน้ำ เปลี่ยนชุดก่อน แล้วก็กลับไปเที่ยวเล่นแถวๆกังการามอีกครั้งนึง เพราะเขามีซุ้มแสดงโคมประดิษฐ์ของกรมตำรวจด้วย ซึ่งจะเปิดไฟตอนทุ่มนึง แล้วก็มีโรงทานค่ะ แจกทาน
เราก็ไปจอดรถรอ พอดีว่าฝนตกไปนิดหน่อยน่ะ ฟ้าใสไร้เมฆ จะให้กลับไป Galle Face ก็ไม่ทันละ (คือความจริงทันอยู่หรอก แต่ม๊าไม่สนใจที่จะไป เลยอด)
ก็เลยจอดรถรอ ตอนนั้นประมาณ ๕ โมงแล้วล่ะ ซึ่งก็คิดว่าถ้ารอตอนทุ่มนึง รถต้องออกไม่ได้แน่เลย ก็เลยจะไปหาข้าวกิน นิฮาลก็ ...No no not now... เรากับม๊าก็งง ทำมต้องรอตอนทุ่มด้วย ...สุดท้าย...อ๋อ นายนิฮาลจะให้เรารอรับทานที่เค้าจะแจกกัน ....ม๊าก็ขำอีกแล้วค่ะ.... (นิฮาลคิดได้ไงเนี่ยะ -_-!!!!!!!!!!!!)
สุดท้ายก็ได้ไปแวะซุปเปอร์มาเก็ต khleel’s ...คือที่นี่จะไม่มี department store ที่มีทุกอย่างเหมือนบ้านเราอ่ะ จะมี shopping mall, cinema, แล้วก็ supermarket แยกกัน ซึ่ง supermarket นี้จะมีหลายยี่ห้อมาก ดังๆก็ food city จะพบได้ในถนนเกือบทุกเส้น co-op นี่จะพบเฉพาะต่างจังหวัด ใน Colombo ไม่เห็น แล้วก็ laughf’s นี่พบเฉพาะใน Colombo และสุดท้าย Khleel’s (รึเปล่า ไม่แน่ใจ) เป็นประมาณ villa ที่บ้านเราค่ะ ไม่มีในต่างจังหวัดอยู่แล้ว
จากนั้นก็กลับมาตระเวณดูไฟกันอีกพักใหญ่ค่ะ ก่อนจะกลับเข้าโรงแรม ลงมานั่งเล่นเน็ตที่ lobby แล้วเจอกรุ๊ปคนไทยมาจากวัดเจ้ามูลอีก ก็เลยคุยกันยาวเลยค่ะ
พอดีม๊าเตรียมผอบมา จะใส่พระธาตุ เพราะถ้าทำเรื่องมาขอก่อนเนี่ยะ ที่วัดพระเขี้ยวแก้วจะแบ่งพระธาตุให้นำกลับไปบูชาได้ แต่เพราะไม่ได้ขอเลยไม่ได้ แถมตอนที่ถวายของให้กับสมเด็จพระสังฆราช ม๊าก็ถวายผอบของคนอื่นที่ฝากไปแทน ยังคิดๆกันอยู่ว่า สงสัยคงได้เอาผอบกลับเมืองไทย แต่พอดี๊พอดีนั่งคุยกับแม่ชีคนนึง คุยไปคุยมา แม่ชีบอกว่าลืมเอาผอบมา เพราะท่านทำเรื่องขอพระธาตุไว้แล้ว ม๊าก็ปิ๊งทันที ...สงสัยผอบนี้จะเป็นของแม่ชีแน่ๆ... ก็เลยให้เราไปเอามาถวาย ^^
๙ พ.ค. ๕๒
ความจริงเราต้องกลับ flight เช้านี้ค่ะ take off ตอน ๐๗.๒๐ ซึ่งที่ศรีลังกานี้จะ require เลย ว่าต้อง check in ก่อนเครื่องออก ๓ ชม. แต่ปราฏว่าเราดันจำผิดค่ะว่า ๐๗.๒๐ เป็นเวลา check in แล้วก็แวะคุยกับแม่ชีกับพระที่เจอด้วย ก็เลยยาววววววว ออกจากโรงแรมตอน ๐๖.๓๐
แล้วก็ต้องขอให้ cap วิ่งให้อย่างเร็ว driver ยังน่ารัก ถามอีกว่า ...May I drive a little bit fast?... เราก็ตอบให้ว่า Very fast is OK... แล้วคือคนศรีลังกาขับรถไม่เป็นเลนอ่ะ เฉี่ยวไปก็เฉี่ยวมา เราเลยบอกเขาว่า ช่วยเปิดไฟกระพริบๆได้มั๊ย แบบไฟฉุกเฉินเงี๊ยะ เขาก็ตอบกลับมาว่า ...ที่ศรีลังกาไม่มีไฟฉุกเฉินนะ... เหอๆๆ
ไปถึงสนามบินตอน ๐๗.๑๕ ซึ่งได้ความว่า the plane already departed
จากนั้นเราก็ขี้เกียจเข้าเมืองแล้วอ่ะ อยากอยู่ในโรงแร | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||