Jessica님의 프로필Planlkton_Jess's Persona...사진블로그리스트 도구 도움말
counter|false|

งานวันพ่อ ปี ๕๒

และแล้วเดือนธันวาคมก็มาเยือนอีกครั้งหนึ่ง ...เป็นธันวาครั้งที่ ๒๐ ของชีวิตแล้ว... รวดเร็วจริงๆ

ตอนเรียนที่ ASC ช่วงธันวาจะลัลลามากที่สุด ไหนจะวันหยุดมากมาย ไหนจะคริสต์มาส แล้วยังมีคริสต์มาสแฟร์ให้เที่ยวเล่นสนุกๆกันอีก ...แต่ทำไม๊ เราไม่อยากให้ถึงเดือนธันวาเลย สำหรับตอนอยู่ที่มหิดล...

พูดถึงเดือนธันวา ไม่พูดถึงวันพ่อก็กระไรอยู่ ...ไหนๆจะวันชาติอีก... แต่ดูเหมือนทุกคนลืมไปหมดแล้วว่า ๕ ธ.ค. เป็นวันชาติ

กิจกรรมงานเฉลิมฉลองทั้งหมด เริ่มขึ้นในวันที่ ๓ ธ.ค. ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ว่าถนนจะปิดกี่โมง (แต่ได้ข่าวมาบ้างว่า...รอบบ้านเราจะปิดหมด...) ก็นั่งรถเมล์กลับบ้านตอน ๔ โมงครึ่ง แล้วรถก็ไปอ้อมที่พระราม ๘ ...ตอน ๕ โมงครึ่ง... อืม รถติดจังแฮะ ตัดสินใจลงเดิน จากสะพานพระราม ๘ กลับบ้าน ฝ่าฝูงชนเสื้อชมพู ที่หน่วยราชการเกณฑ์กันมา ...เดินกลับบ้าน ทางผ่านฟ้า... ถึงบ้านตอน ๖ โมงครึ่ง แล้วไม่ทำอะไร นั่งพักอยู่ราวๆชั่วโมง

แล้วตอนกลางคืน ก็ได้ยินเสียงยิงพลุดังสนั่น เจ้าแมวในบ้าน หูตั้ง วิ่งกันให้พล่านไปหมด ก็เลยต้องจับมากอด …ตัวไหนกอดไม่ได้ เต็มมือ ก็เอาผ้าห่มคลุมไว้…


พอถึงวันที่ ๔ ธ.ค. ตอนแรกตั้งใจว่าจะไปเดินดูไฟกับเพื่อนๆ ก็เลยติดกล้อง และแบกทุกอย่างไปให้น้อยที่สุด ปรากฏว่าต้องรีบกลับมาช่วยม๊าทำงาน …เลยซิ่งมอไซค์กลับบ้านทันที… ตอนที่ถนนยังไม่ปิด ประมาณ ๑๕ นาทีก็ถึงบ้านแล้ว

แล้วตกเย็น ราวๆทุ่มนึง ก็เจอเพื่อนๆที่ผ่านฟ้า มีใหม่ โซ่ ป๋วย เล้ง พีเจนท์ หุย และกอบัว เห็นเพื่อนๆหอบหิ้ว laptop กันมาคนละตัว ก็เลยเสนอ idea ว่าเอาของไปทิ้งไว้ที่บ้านเราก่อนละกัน แล้วไปเดินกันต่อ

ทุกคนเห็นด้วย ทิ้งข้าวทิ้งของเสร็จ (ป๋วยบอกว่าจะเอาหนูมากัดกับหนูบ้านเราด้วย ๕๕๕๕๕) ก็เดินเล่นกัน แวะที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ได้กล่าวปฎิญาณตนจะเป็นคนดี ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงด้วย จนกระทั่งไปหยุดที่สี่แยกคอกวัว ตอนนั้นพลุจุดพร้อมกัน ๔ ทิศ คนตรงกลาอย่างเราเกิดอาการสับสน หันหน้าไม่ถูก ไม่รู้จะหันไปทางไหนดี ๕๕๕๕๕ แต่สนุกดี ปัง ปัง ปัง …พลุสวยๆทั้งนั้น…

แล้วขบวนรถประดับไฟฟ้าก็มาแย่งซีนพลุไป (๕๕๕…สิริชัยบอกมาอย่างนี้) ตอนนั้นก็ราวๆ ๔ ทุ่มแล้วล่ะ ชวนเพื่อนๆไปทานข้าวที่ร้านมิตรโกหย่วน (คราวที่แล้ว ตอนมางานภูเขาทอง พาสิริชัยมาทาน ติดใจ ๕๕๕๕) แล้วต่อด้วยร้านนายมนต์ …พาเพื่อนๆไปดูหนุ่มหล่อลูกชายเจ้าของร้านคนที่เราชอบด้วย ๕๕๕๕๕…

จากนั้นก็กลับไปเอาของกันที่บ้าน แล้วเดินกันกลับไปที่วังสวนจิตรลดา ได้ถ่ายรูปกับประตูวัง …สวยมากมาย…
ก่อนจะแยกย้ายกันกลับตอนราวๆเที่ยงคืนครึ่ง เดินกันขาลาก ๕๕๕๕๕


เช้าวันที่ ๕ ธันวาคม ตรงกับวันเสาร์ค่ะ
เราตื่นมาตอน ๑๐ โมงกว่าๆ อาบน้ำแต่งตัว ทานมื้อเช้ากับม๊า พี่นาง พี่วาส พี่ลัดแล้ว ก็ขึ้นรถ หอบกระทะ แก๊ส ไข่ ตะหลิว ฯลฯ ขึ้นสามล้อไปที่ปากคลองตลาด …ออกโรงทานค่า…

เจซีรับหน้าที่เจียวไข่ ตอกไข่ใส่กะละมัง แล้วก็ใส่หอมแดง ใส่หัวหอม และใส่ถั่วฝักยาว เอาที่ตีไข่ม๊า ตีๆ จนเป็นฟอง รอให้พี่ๆกับม๊าทอด

เสร็จจากงานนั้นก็ราวๆบ่าย ๓ ค่ะ ไปนอนเก็บแรง พอ ๖ โมงครึ่ง ก็ออกไปเดินที่ราชดำเนิน แล้วไปร่วมจุดเทียนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก่อนจะดูพลุ แล้วค่อยๆเดินไปทางผ่านฟ้า ซื้ออาหารตามซุ้ม เดินไปทานไป นั่งทานก็มี แล้วก็ใช้เวลาถึง ๒ ชม.

ระหว่างทางก็มีจุดเทียนร้อง Happy Birth Day ให้ในหลวงด้วย (Idea ม๊าเลยค่ะ) มีคนมาถ่ายรูปเต็มเลย ๕๕๕๕๕๕๕๕

ตอนราวๆ ๔ ทุ่ม เราก็ได้ดู Light & sound ที่พระที่นั่งอนันตสมาคมค่ะ อลังการดีทีเดียว สวยด้วย …แนะนำให้ไปดูอย่างยิ่งค่ะ…

แล้วก็พากันเดิน ไปถ่ายรูปที่วังอีกรอบ ก่อนจะซิ่งมอไซค์กลับบ้านกันตอนเที่ยงคืนกว่าๆ ….ดึกพอๆกับเมื่อคืนเล้ย…


เหนื่อยแต่สนุก ^^

ขอให้ในหลวงอยู่นานๆนะคะ
…เมืองไทย คงอยู่ไม่ได้ หากขาดพระองค์…

Only Love

มีนิทานจะมาเล่าให้ฟัง นิยายไร้สาระไร้แก่นสาร ตามรสนิยมความชอบอ่านนิยายของเรา ๕๕๕๕



เรื่องทั้งหมดมันเริ่มขึ้นเมื่อสายตา ๒ คู่มาเจอกัน …สายตาจากคน ๒ คน ที่ตรงกันข้ามกันเกือบทุกอย่าง… แต่วินาทีนั้น ทั้ง ๒ คน กลับเชื่อและรู้สึกเหมือนกันว่า …อีกสายตา ช่างคุ้นเหลือเกิน… เสี้ยววินาที ที่สายตาทั้ง ๒ คู่มาเจอกัน ต่างเห็นร่องรอยหนึ่งในดวงตาอีกคู่ เห็นเงาของตัวเองสะท้อนออกมา และแววตาเป็นประกายที่เหมือนพึ่งเจอสิ่งที่ตามหามานาน

คนหนึ่งพอใจในชีวิตที่เรียบง่าย อยากเป็นแค่คนหนึ่งบนโลกใบนี้ อีกคนทะเยอทะยาน อยากให้โลกใบนี้รับรู้ว่ามีเขาอยู่
คนหนึ่งใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมาย แต่มอง ๒ ข้างทาง เผื่อจะมีทางอื่นให้ลองไป มีเวลาอีกทั้งชีวิตที่จะไปถึงเป้าหมาย อีกคนใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมาย ไม่สนใจ ๒ ข้างทางนั้นเลย เวลาที่ใช้เพื่อให้ถึงเป้าหมาย ต้องถูกใช้ให้น้อยที่สุดและมีประสิทธิภาพมากที่สุด นี่แค่เป้าหมายแรกเท่านั้น เสร็จจากเป้าหมายนี้ยังมีเป้าหมายอื่นอีก
คนหนึ่งยอมที่เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่เคย ยอมรับข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น อีกคนกล้าๆกลัวๆที่จะลองอะไรใหม่ๆ แต่สิ่งใดที่ทำแล้ว ต้องไม่มีคำว่าผิดพลาด ต้อง perfect ทุกอย่าง

ความสัมพันธ์แปลกๆที่ก่อตัวขึ้น ทั้ง ๒ ยอมรับว่า …รู้สึกดี ที่มีกันและกัน… และหวังว่าในเส้นทางของคนหนึ่ง จะมีอีกคนอยู่ด้วย

เวลาผ่านไป ทั้ง ๒ โตขึ้น โลกใบเดิมมันแคบลงไปถนัดตา …มีคนหลายคนเข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตของอีกฝ่ายมากขึ้น… ทั้ง ๒ คน เริ่มหวั่นไหว …กลัวว่าสักวันจะต้องเสียอีกคนไป…

และเรื่องมันก็เกิดขึ้น เมื่อคนหนึ่งคาดหวังให้อีกคนเป็นเหมือนตัวเอง …จะให้คนที่สนใจ ๒ ข้างทาง มุ่งหน้าเดินไปถึงเป้าหมาย ก็ไม่ใช่… …จะให้คนที่ไม่สนใจ ๒ ข้างทาง มาสนใจอย่างอื่น ก็ไม่ใช่…

ความสัมพันธ์แบบแปลกๆ เริ่มมีรูโหว่ และรูนั้นก็ค่อยๆขยายกว้างขึ้น …จนกระทั่ง ทั้ง ๒ คนบอกว่า… ต้องรีบทำอะไรสักอย่าง

ทั้ง ๒ คน ไปปีนเขาด้วยกัน คนนึงเลือกเดินแบบเรื่อยๆ …ค่อยๆไป ไม่เหนื่อย… อีกคนเลือกเดินแบบจ้ำเอาๆ …ต้องถึงยอดให้เร็วที่สุด…

จนในที่สุดคนที่เดินเอื่อยๆก็ตามคนที่รีบเดินไม่ทัน …คนที่เดินเร็ว บอกว่ารอ แต่ก็ไม่หยุดเดิน… คนที่เดินช้า บอกว่าไม่ต้องรอ แต่เร่งเดินให้เร็วขึ้น

วินาทีนั้นก็มาถึง ความเหนื่อยเข้าเกาะกินทั้งร่างกายและจิตใจ คนที่เดินช้า ตัดสินใจ หันหลัง แล้วเดินกลับไปทางที่มา กว่าคนที่เดินเร็วจะรู้ ก็เมื่อหันหลังกลับมา แต่ไม่เจออีกคนเสียแล้ว



นิทานเรื่องนี้ยังไม่มีตอนจบ
ใครจะไปรู้ว่าบางที ในเวลาข้างหน้า สายตา ๒ คู่นี้อาจจะได้พบกันอีก ในความรู้สึกเดิม หรือความรู้สึกที่เปลี่ยนไป หรือจะไม่ได้พบกันอีก

…ต่างคน ต่างเลือกเดิน ในทางที่ตัวเองเลือก…

เพราะไม่รู้ว่า
…คนที่เดินเร็ว จะตัดสินใจ เดินต่อไปหรือไม่ หรือว่าจะตัดสินใจ เดินกลับไป ด้วยความเร็วเท่าเดิม และหวังว่าจะตามทันคนที่เดินกลับไปแล้ว…
…คนที่เดินช้า จะตัดสินใจ เดินช้าๆต่อไป หรือจะตัดสินใจ หันหลัง แล้วค่อยๆเดินไปทางที่แต่เดิมตั้งใจไว้…



One Night At Kanchanaburi

เสร็จจากโพธาราม เราก็เดินทางต่อไปที่กาญจนบุรีค่ะ

งานนี้ มีเมย์ซี่ ป้า หลิงหลิง และเราเป็นคนนั่ง โซ่เป็นคนขับ


ออกจากโพธารามมาตอนบ่ายๆ ถึงกาญจน์ก็ไม่เท่าไหร่ เลยไปตะลอนที่น้ำตกเอราวัณก่อน
ถึงตอนนั้นก็ราวๆ ๔ โมงเย็น ได้แวะไปเที่ยวน้ำตกที่ชั้น ๓ ประมาณ ๑๕ นาที
ไปนั่งให้ปลาตอดเท้า …แต่ละตัว ตัวใหญ่ทั้งนั้น… มันขูดขี้ไคลเราอย่างกะขูดตะไคร่ เจ็บนะนั่น TT-TT



แล้วก็ไปต่อกันที่สันเขื่อนศรีนครินทร์ค่ะ ชิลๆ เดินเล่นอยู่นานมากกกกก …ได้ภาพมาหลายอยู่…


จากนั้นก็แวะเข้าที่พัก …เดือนฉายรีสอร์ท… เพื่อไปพบกับพี่จ๊ะ …ลูกชายจากเมียคนแรกของหมอเดชา เจ้าของรพ.เดชา พี่ชายคนละแม่ของหมอแจ็ค (ที่ตอนนี้กำลังเป็นข่าวอยู่…เราก็พึ่งรู้ว่าเป็นข่าวตอนนี้น่ะแหละ)..

พี่จ๊ะ พาไปทานมื้อเย็นที่ร้านคีรีธารา ร้านอาหารหรูริมแม่น้ำแคว …อาหารก็อร่อย บรรยากาศก็ดี… ทานกันเต็มคราบ ๖ คน กับข้าว ๙ อย่าง ปิดท้ายด้วยเค้กอีกแน่ะ

พี่จ๊ะ ชวนคุย ชวนเที่ยว …ป้าบอกอยากไปถนนฝรั่งเดิน แล้วก็ไปต่อที่ผับ the buzz… ผับใหม่พึ่งเปิดได้ ๒ สัปดาห์ เจ้าของเดียวกับร้านอาหาร


ก็ไปนั่งทานกัน โซ่ พี่จ๊ะ ป้า ก็ drink chivas กันไป …เรา เมย์ซี่ หลิงหลิง ก็เบาะๆแค่ barcardi…
เมย์ซี่ถามว่า เราเคยทาน barcardi มาก่อนรึเปล่า …เคย เมื่อก่อนมีในตู้เย็น…
เมย์ซี่ถาม ใครทาน …เรานี่แหละ ทานเอง…
เมย์ซี่ก็ ^^! …แต่เลิกทานมานานแล้ว…

นั่งฟังเพลงจน ๕ ทุ่ม พี่จ๊ะก็ชวนต่อ …ไปร้องเพลงกัน…
ไปคาราโอเกะต่ออีกตะหาก

๔ สาวครองไมค์ โซ่นั่งคุยกับพี่จ๊ะข้างนอก …ความจริง ๓ สาวน่าจะถูกกว่า… เพราะเราเอานิยาย Breaking Dawn ตอน ๔ ของ Twilight saga ไปด้วย ก็เลยไม่ค่อยได้ร้อง อ่านอย่างเดียว ….ใกล้ climax…

ถึงที่พักตอนราวๆตี ๑ ครึ่ง โซ่ เมย์ซี่ ป้า นอนห้องเดียวกัน …ส่วนเรากับหลิงหลิงนอนอีกห้อง…



เช้าวันอาทิตย์ที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
เราตื่นมาแต่เช้า ตอน ๖ โมง แล้วก็อาบน้ำแต่งตัว ก่อนจะอ่าน twilight ต่อ …ก็บอกแล้ว คนมันติด…

ราวๆ ๗ โมง หลิงหลิงบอกจะลงไปเดินเล่น เราก็เลยไปด้วย พร้อมกับเอาคูปองลงไปที่ร้านอาหารเลย
ทานมื้อเช้าแล้ว ก็รอพี่จ๊ะมารับ เพราะนัดกันไว้ตอน ๘ โมง
รอจน ๘ โมงครึ่ง สิริชัยก็โทรไปหา ปรากฏว่าพี่ยังนอนอยู่ ๕๕๕๕

พี่ก็เลยบอกให้ไปก่อน …เพราะเราบอกว่าอยากไปแคมป์ม้า…
๘ โมง ๔๕ เราก็ถึงแคมป์ม้าค่ะ
คิดถึงที่นี่มากๆ …ไม่ได้มานานเหลือเกิน…

ลงรถแล้ว ดูบรรยากาศเงียบผิดปกติ ไม่มีรถสักคัน ก็เลยถามเด็กแถวนั้น ว่าวันนี้มีเรียนรึเปล่า …น้องบอกมี…
ก็เลยพาเพื่อนตะลุย เดินไปตรงวงที่เคยเรียน ปรากฏว่าวันนี้มีคนมาขี่แค่ ๓ คน ได้ขี่นอกวง ขี่เข้าป่าด้วย …อิจฉาจัง…

ได้เจอป้าปุ๊กกี้ …ป้าปุ๊กกี้จำหนูได้มั๊ยคะ หนูเจซีค่ะ…
ป้าก็…โอ้โห สุงกว่าป้าแล้วนะ แล้วนี่คุณแม่ไม่ได้มาด้วยเหรอ…
เราก็เลยบอกว่ามาเที่ยวกับเพื่อนค่ะ คุณแม่ไม่ได้มา แล้วก็เลยถามว่าที่นี่เป็นยังไงบ้าง
…เงียบเหงาเลยล่ะ ถ้าเทียบกับตอนที่เรามาเรียนนะ…

ถามว่าแหม่มเป็นยังไงบ้าง …แหม่มก็ยังแข็งแรงอยู่ ลงมาบ้าง ตอนสายๆ แต่ไม่ได้สอนเองแล้ว ส่วนป้าเวอร์น่า เสียไปได้ ๒ เดือนแล้ว… ไปวันนี้ก็เสียดาย ไม่ได้เจอแหม่ม

ถามต่ออีกว่า แล้วตอนนี้มีใครมาช่วยสอนมั๊ยคะ …ป้าบอกว่าไม่มี มีป้าคนเดียว… แพรก็ไม่เอา จะมีก็แต่น้องพราวที่จะเรียนสัตวแพทย์ ก็เลยมาเรียน แต่ถ้าถามว่าใครจะสอนต่อ …ยังไม่มี…

เสร็จแล้วก็ขอตัว พาเพื่อนๆไปดุคอกม้า …เจอม้าเก่าๆเต็มเลย แก่ขึ้นทั้งนั้น… ทั้งฟ้าร้อง ฟ้าลั่น ฮาร์โมนี

สัญญากับตัวเองไว้ ต้องกลับมาอีกให้ได้
ใจจริงอยากอยู่ขี่นะ แต่ไม่ได้เอากางเกงขายาวมา
ตอนนี้ rate อยู่ที่ ชม.ละ ๕๐๐ บาท …ไม่แพงเลย เมื่อเทียบกับที่อื่น และที่นี่…สอนให้รักม้า..


จากนั้นก็เจอพี่จ๊ะ …พี่จ๊ะแปลกใจมาก ที่มีที่อย่างนี้ด้วย… แล้วเราก็ไปเที่ยวกันต่อที่สะพานข้ามแม่น้ำแคว กับสุสานสัมพันธมิตร




จากนั้นพี่จ๊ะก็พาไปทานร้านกาแฟน่ารักๆ บ้านกาแฟ ก่อนจะพาไปร้านอาหารป่า “ครัวอาสา” ได้ทานเนื้อหมูป่ากับเนื้อกบ

แวะเที่ยวปราสาทเมืองสิงห์ก่อน แล้วก็ไปที่โรงถ่ายเรื่องพระนเรศวรที่ค่ายสุรสีห์
เที่ยวกันเพลิน

จนราวๆ ๕ โมงครึ่ง ก็ออกมาทานมื้อเย็น มื้อสุดท้ายที่พี่จ๊ะจะเลี้ยง …highlight อยู่ที่เนื้อเก้งค่ะ…
จากนั้นตอน ๖ โมงครึ่ง เราก็ลาพี่จ๊ะกัน กลับกทม.


ถึงกทม.ตอนราวๆ ๓ ทุ่ม แวะส่งป้าที่คอนโด ขึ้นไปบุกห้องป้ากันด้วย ๕๕๕
ก่อนที่สิริชัยจะมาส่งเรา


สรุปแล้วงานนี้เสียแค่ค่าน้ำมัน ๔๐๐ บาทค่ะ …อย่างอื่นฟรี…

Harvesting Rice with Greenpeace

เมื่อราวๆ ๓ เดือนก่อน ที่เราเคยเอา blog มาลงว่าเป็นศิลปะบนนาข้าวน่ะ …ตอนนี้ข้าวได้ที่แล้วค่ะ ถึงเวลาเกี่ยว…เนื่องจากว่าเป็นสมาชิกของ greenpeace กลายๆ เลยได้รับอีเมลล์ชักชวนให้ไปเกี่ยวข้าว


เราก็เลยชวนเพื่อนๆไปด้วยกัน ตกลงกันได้ ๕ คน …โซ่ เมย์ซี่ ยัยป้า หลิงหลิง และเรา…

พอ ๖ โมงเช้า เราก็โทรไปปลุกคุณชาย …คุณชายลืมตื่น ๕๕๕๕…
ราวๆ ๗ โมง คุณชายถึงมาบ้านเรา พร้อมกับรับเมย์ซี่ และหลิงหลิงมาแล้ว

จากนั้นก็แวะรับป้าที่หน้าสายใต้ใหม่ (ที่ใหม่กว่า)


แล้วก็ตรงสู่ โพธารามไปเลยค่า

ราวๆ ๙ โมงเราก็ถึงโพธาราม ถึงที่นาด้วย (แอบตาม volks wagen ไป ๕๕๕)
ก็รับถุงมือและรองเท้าค่ะ


ก่อนจะร่วมทำพิธีเปิด เข้าร่วมฟังทำขวัญข้าว แล้วก็ลงมือเกี่ยว!!!


รอนานมาก กว่าจะมีเคียวว่างๆซักอัน
เลยเป็นการเกี่ยวข้าวแบบเวียนๆ แค่ลองๆชิมๆเท่านั้น ไม่ได้ทำจริงจัง



แวะไปมัดข้าวบ้าง แวะไปแบกข้าวบ้าง สนุกสนานตามประสา

แถมถ้าเดินไม่เร็วพอ …จมเลนอีกตะหาก… เดินลำบากมากมาย พาเจ้าป้าลงคุ้งด้วย ๕๕๕๕
เดินแล้วจะล้ม จมเลน ก็เลยไปคว้าตัวป้าไว้ ที่ไหนได้ กลายเป็นว่าพากันลงคุ้งไปเลย



เสร็จแล้วก็ไปทานข้าวเที่ยงค่ะ เป็นข้าวแกงธรรมดา …ที่ใช้ข้าวในนาส่วนที่เป็นสีเขียวที่เกี่ยวมา…
วันนี้เราไปเกี่ยวส่วนที่เป็นสีดำค่ะ เพราะสีเขียวได้ฤกษ์เกี่ยวไปก่อนแล้ว


จากนั้นก็ไปร่วมกระบวนการผลิตข้าวหลังจากนั้น เช่น โม่ข้าว ตำข้าว และ ฝัดข้าว
งานนี้คุณชายเอาข้าวกลับไปด้วย ๑ ถุงค่ะ









จากนั้นเราก็บ๊ายบายงานนี้ แล้วไปตะลุยที่กาญจนบุรีกันต่อค่ะ

สิ่งที่เปลี่ยนไป

คงไม่มีใครนึกถึงว่าเราจะเลี้ยงแมวเยอะถึง ๑๐ ตัว (ตอนแรกก็มี Lucky ตัวเดียวน่ะแหละ แต่ไม่รู้เป็นไง ตอนนี้โผล่มา ๑๐ ตัวแล้ว)

ถ้าถามว่าจริงๆเราจะต้องมีแมวเท่าไหร่ เราจะต้องมีทั้งหมด ๑๙ ตัวด้วยกัน …หายบ้าง ตายบ้าง…

สิ่งนึงที่เราได้จากการเลี้ยงแมวคือ agape รักที่ไม่หวังผลตอบแทน …รักแบบ unconditionally… ไม่มีเงื่อนไข ไม่คิดว่าครั้งหนึ่งชีวิตเราจะได้รู้จักความรักอย่างนี้ ไม่คิดว่าจะได้รักจนยอมทุ่มเททุกอย่าง บางทีไปพาน้องแมวไปหาหมอ ต้องออกจากบ้านตั้งแต่ ๖ โมงเช้า รอคิว ๖ ชม.ก็ตามที …ถ้าเลือกได้ ก็อยากป่วยแทนน้องแมว…

…ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นอย่างนี้ไปได้…

พอมีน้องแมวจากไปทีนึง เราเลยทำใจไม่ได้สักที

วันที่กี้ไป ร้องไห้เต็ม ๓ วัน ๓ คืน …อยู่คนเดียวไม่ได้ จะร้องไห้ตลอด… จนตอนนี้พูดถึงกี้ก็ยังร้องไห้อยู่ ทำใจไม่ได้จริงๆ

จะเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ไม่มีผลกับเราเท่ากับเรื่องแมวหรอก มีแค่เรื่องแมวเรื่องนี้เท่านั้นที่เรา sensitive จริงๆ ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร ร้องได้ตลอดเวลา จนเรารู้สึกว่าปีนี้เราร้องไห้หนักมากจนแทบจะชดเชยตลอดชีวิตที่ไม่ได้ร้องมา

พราะปีนี้สูญเสียมาก ร้องไห้มาก มากเหลือเกิน จนทำให้เรา “กลัว” …กลัวการสูญเสีย การพลัดพราก… คงทำใจไม่ได้ ถ้าจะต้องมีสิ่งใดถูกพรากไปจากเราอีก

…การป้องกันตัวเองที่ดีที่สุด คือปิดใจตัวเองเอาไว้…

ภายนอก…ดูเหมือนปกติ… แต่ภายในไม่เหมือนเดิม

…มันด้านชาไปหมดแล้ว…

บางเรื่อง ถ้าเป็นเมื่อก่อน ได้ประสบพบเจอ เราต้องเครียด ต้องเศร้าไปนานแน่ๆ …แต่ตอนนี้ ไม่… รับรู้ แล้วก็จบ ไม่มีความรู้สึกอีกต่อไป แล้วก็ดำเนินชีวิตต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหมือนเหตุการณ์นั้นไม่ได้ผ่านเข้ามา


มีหนังสือเล่มนึง พูดถึงลักษณะนิสัยพวกเลือดกรุ๊ป O อย่างเราไว้ว่า …ถ้าอยู่ในภาวะฉุกเฉิน จะไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น…

นี่ล่ะมั้ง ภาวะฉุกเฉินที่เราเป็นอยู่


แล้วเมื่อไหร่จะเข้าสู่ภาวะปกติ ….หรือว่าต่อไปนี้ นี่จะเป็นภาวะปกติของเรา…

 
음악가: 
음악가: 
음악가: 
음악가: 
음악가: 
음악가: 
음악가: 
음악가: 
음악가: 
음악가: 
음악가: 
음악가: 
음악가: 
음악가: 
เขียนไว้ เผื่อลืมว่าตัวเองอยากทำอะไร